กรณีธรรมกาย อาจทำให้เกิดความเข้าใจผิดในสังคมไทยอย่างกว้างขวาง เพราะผู้คนรับข้อมูลจากสื่ออย่างไม่ครบถ้วน โดยปราศจากการไตร่ตรองด้วยเหตุผล เฉพาะอย่างยิ่ง คือ ขาดการศึกษา และทำความเข้าใจด้วยตนเอง...ผู้เขียนเพียงต้องการเชิญชวนมาศึกษาพิสูจน์โดยปราศจากอคติ, ส่วนจะถูกหรือผิดอย่างไร ก็ขึ้นอยู่กับวิจารณญาณของแต่ละท่าน, ความเห็นของผู้เขียนในทุกบทความเป็นความเข้าใจโดยสุจริต ซึ่งอาจจะไม่ถูกทั้งหมด แต่ก็หวังเพียงแค่จะจุดประกายให้ผู้อ่านได้หาข้อพิสูจน์ด้วยตนเองต่อไป

วันเสาร์ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

จุดจบ! การทำลายพระพุทธศาสนาในประวัติศาสตร์จีน (เพื่อเป็นอุทาหรณ์โดยสังเขป)


เหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นกับพระพุทธศาสนาในไทย ณ ปัจจุบัน
ดูจะใกล้เคียงกับประวัติศาสตร์จีน 
ที่ฝ่ายปกครองมีความพยายามจะสำรวจทรัพย์สินของวัดเพื่อจะริบทรัพย์มาเข้าท้องพระคลัง  

เพียงแต่ยุคนี้การกระทำมิใช่เป็นจักรพรรดิและไม่ใช่เข้าท้องพระคลัง
แต่ไม่ทราบว่าเข้าท้องใคร?

ในเมื่อคนที่จะสำรวจตรวจสอบ ก็คือ ฆราวาส(จนท.) 
ที่กระทำไม่ชอบต่อหลักการและเหตุผลอันเป็นธรรม เสียเอง ?!

ว่ากันตามความจริง
แทนที่จะไปตรวจสอบการกระทำของฆราวาสเหล่านั้น
(ที่ใช้วัดเป็นเครื่องมือ)

กลับเอามาเป็นเหตุ นำไปสู่การผลักดันให้ออกกฎหมาย
เพื่อมาตรวจสอบทรัพย์สินบัญชีวัด/ควบคุมวัด!
ซึ่งสถานะการณ์ดังกล่าว  วัด ตกอยู่ในฐานะ “ผู้เสียหาย” ด้วยซ้ำ
!  
แล้วยังจะถูกตรวจสอบควบคุมเข้าไปอีก เรียกว่า เสียหายซ้ำซ้อน !
แบบนี้ฆราวาสกระทำต่อพระ มากเกินไปไหม ?


ในเมื่อการจัดการโดยฆราวาส แล้วเกิดความเสียหาย

ทำไมไม่ให้ พระ ปกครองตรวจสอบ พระ ด้วยกันเอง 
และจริงๆ ระบบการตรวจสอบการเงินวัดของการคณะสงฆ์ก็มีอยู่แล้ว 
  
ก็ให้ การคณะสงฆ์ เข้ามาช่วยจัดสรรงบฯ “เงินอุดหนุนวัด” จะดีกว่าไหม ?  
สำนักพุทธฯ มอบ “เงินอุดหนุน” ทั้งหมดมาให้ การคณะสงฆ์ แล้วให้ คณะสงฆ์
พิจารณามอบให้แต่ละวัดตามเห็นสมควร ต่อไป แบบนี้ ดีไหม ?

มหาเถรสมาคม  ซึ่งเป็นองค์กรสูงสุดในการปกครองสังฆมณฑลทั่วประเทศ
ก็มีอยู่  จะทำสิ่งใด  ฆราวาส ควรเข้าไปปรึกษาหารือกับคณะมหาเถระผู้ปกครองสงฆ์  
นั้นเป็นสิ่งที่ควรทำ และเป็นบรรทัดฐานแบบอย่างที่ดีให้แก่สังคม และคนรุ่นหลัง ได้ดีกว่า 
ความประพฤติที่ถือวิสาสะไร้สัมมาคารวะ 
ไร้การให้เกียรติต่อ มหาเถระพระผู้ใหญ่ ซึ่งสูงด้วยทั้งวัยวุฒิ และคุณวุฒิ 

การกระทำต่อพระพุทธศาสนาในเมืองไทย ตามที่ปรากฎในระยะ 2-3 ปี มานี้   
นับว่าอยู่ในภาวะที่น่าเป็นห่วงไม่น้อย

ลองศึกษจุดจบของการทำลายล้างพระพุทธศาสนาในประวัติศาสตร์จีน  
เพื่อให้เราเห็นภาพพอสังเขป และเป็นอุทาหรณ์กันครับว่า เกิดอะไรขึ้น ...  

การทำลายล้างพระพุทธศาสนาในประวัติศาสตร์จีน


ราชวงศ์เหนือใต้
420-588 C.E.
จ.ไท่อู่ตี้  สึกพระทั่วอาณาจักร
จ.อู่ซ่วนตี้  สึกพระ ๓ล้านรูป
ราชวงศ์สุย
589-618 C.E.
ราชวงศ์ถัง
618-907 C.E.
จ.ถังเกาจู่ เต่าโจมตีพุทธ
จ.ถังเสวียนจง  คุมกำเนิดสงฆ์ ขายบัตรบวช
จ.อู่จง  หลอมทองวัดเข้าคลัง
จ.โจวซื่อจง  ทำลายวัด 3336
ราชวงศ์ซ่ง
(960-1234C.E.)
ราชวงศ์หยวน
(1279-1368C.E.)
ราชวงศ์หมิง
(1368-1644C.E.)
จ.หย่งเล่อ ขงจื้อเต๋า
จ.เจียจิ้ง ปลื้มเต๋า สึกพระ
ราชวงศ์ชิง
(1644-191 C.E.)
กบฏมุสลิม

จากประวัติศาสตร์จีน ได้มีการพยายามทำลายล้างพระพุทธศาสนาหลายครั้งหลายครา  ในบางครั้งแค่สร้างกระแส  ในบางครั้งทำให้การบวชเป็นไปได้ยาก  แต่สำหรับครั้งที่หนักหนานั้น  และเป็นที่กล่าวขาญกันคือ การทำลายล้างพระศาสนาของจักรพรรดิ ทั้ง 4 พระองค์  ต่อไปนี้ 

            โดยจะเห็นว่าจุดจบของแต่ละพระองค์ ก็มิได้ทำให้อายุยืนหมื่นปี! แต่กลับทำให้ราชวงศ์ของพระองค์ อยู่ได้ไม่ถึง 7 ปี หลังจากที่มีการกระทำอันโหดร้ายเหล่านั้น   ไม่ว่าจักรพรรดิจะยิ่งใหญ่
แค่ไหน  แต่การใช้อำนาจเพื่อทำลาย จุดจบที่ได้รับย่อมเป็นไปภายใต้กฎแห่งกรรม ทั้งสิ้น

จักรรพรรดิ ไท่อู่ตี้ (ราชวงศ์เหนือใต้)

ครองราชย์มาระยะหนึ่ง ด้วยว่าได้รับคำแนะนำจากที่ปรึกษาที่เป็นลัทธิเต๋า ว่าเศรษฐกิจตกต่ำในตอนนี้  เพราะมีคนบวชเป็นจำนวนมาก  จึงไม่มีแรงงาน และทหาร และอ้างว่าพระดื่มสุรา ทำตัวไม่เหมาะสม  ทำให้มีกฏหมายทำลายวัดพุทธและจับสึกพระ  โดยใครไม่ลาสิกขา ก็จะประหาร  ตั้งแต่ ปี พ.ศ. 989 (ค.ศ. 446 ) พระจึงหนีเข้าป่า  ในอาณาจักรจึงไม่มีพระเหลืออยู่เลยการปฏิบัติการการทำลายสงฆ์  
ดำเนินไปไม่ถึง 7 ปี ในปี พ.ศ. 995 (ค.ศ. 452) จักรพรรดิไท่อู่ตี้ก็ถูกฆาตรกรรม

จักรพรรดิ อู่ซ่วนตี้  ( เป่ยโจว ในราชวงศ์เหนือใต้ )

จักรพรรดิมีความศรัทธาในลัทธิขงจื้ออย่างคลั่งไคล้ เงินในท้องพระคลังก็เหลือน้อย  ในปี พ.ศ. 1117 (ค.ศ. 574) ได้รับคำแนะนำให้ทำลายวัด ทำลายพระพุทธรูป เพื่อหลอมละลายนำทองคำและทองแดงที่ได้มาทำเหรียญกษาปณ์  ได้จับสึกพระ 3.000.000 รูป ยึดวัด 40.000 วัด  แม้พระจำนวน 500 มาชุมนุมหน้าราชวังอย่างสงบ ก็ไม่มีผล  จักรพรรดิ ครองราชย์ ไม่ถึง 7 ปี ก็สวรรคต

จักรพรรดิอู่จง (ราชวงศ์ถัง)

จักรพรรดิหลงไหลในหยางกุ้ยเฟยมาก และเลื่อมใสลัทธิเต๋า  ซึ่งในตอนนี้ประชากรจีนมีราว 16 ล้านคน  ได้รับคำแนะนำว่าลัทธิเต๋าเป็นศาสนาประจำชาติ ควรจะทำลายศาสนาอื่นให้หมดสิ้น  วัดพุทธ 46.000 วัด พระ 260,000 รูป ถูกทำลายและจับสึก คัมภีร์ถูกเผาทิ้ง พระพุทธรูปถูกหลอม  มาเป็นเงินอีแปะ ทรัพย์สินของวัดถูกริบเข้าคลัง  จักรพรรดิองค์นี้มีอายุเพียง 32 พรรษา ครองราชย์ ได้แค่ 6 ปี ก็สิ้นพระชนม์ พ.ศ. 1383-1389 (ค.ศ. 840-846)

จักรพรรดิโจวซื่อจง (ยุค 5 ราชวงศ์)

จักรพรรดิมีความนับถือในลัทธิเต๋ามาก  ได้ถูกยุยงอีกเช่นกันให้ทำลายพระพุทธศาสนา  มีนโยบายว่าห้ามสร้างวัดโดยพลกาล  ทองแดงและทองสำริดต้องเวนคืนกลับเข้าท้องพระคลัง  ใครครอบครองมี
โทษหนัก  พระพุทธรูปจึงถูกยึดไปหมด  เพื่อนำไปทำเหรียญ  ปรากฏว่าที่เมืองเฉินโจว มีพระพุทธรูป
ที่ชื่อต้าเป่ย ซึ่งแข็งแรง และเพราะความศักดิ์สิทธ์ ไม่มีใครกล้าทำลาย พระองค์ไปด้วยตนเองเอาขวานทุมที่พระพักตร์และหน้าอกขององค์พระ  ประชาชนตกใจมาก ไม่นานจักรพรรดิสวรรคตด้วยโรคมะเร็งที่หน้าอก  ทำให้ครองราชย์ได้เพียงแค่ 5 ปี ในระหว่างปี พ.ศ.1497-1502 954-959


Cr. นักวิชาการอิสระ...พระพุทธศาสนาในประเทศจีน

ขอบคุณข้อมูลจาก 
หนังสือพระพุทธศาสนาในจีน ของพระมหาดาวสยาม  วชิรปัญโญ 




3 ความคิดเห็น:

  1. กะลาแลนด์..ก็คงอีกไม่นาน

    ตอบลบ
  2. แต่ก่อนเคยสงสัยว่าทำไมพระจีนถึงฝึกกำลังภายใน ตอนนี้
    พอจะเข้าใจแล้ว ถ้าไม่ฝึกก็เอาตัวไม่ลอดจนเราได้ยินชื่อไม่กี่วัดเช่น วัดเส้าหลิน วัดบู้ตึ๊ง

    ตอบลบ
  3. คนไทยพุทธ พึงระลึกรู้และต้องร่วมมือกันรักษาปกป้องพระพุทธศาสนาให้ยั่งยืนสืบไป

    ตอบลบ