กรณีธรรมกาย อาจทำให้เกิดความเข้าใจผิดในสังคมไทยอย่างกว้างขวาง เพราะผู้คนรับข้อมูลจากสื่ออย่างไม่ครบถ้วน โดยปราศจากการไตร่ตรองด้วยเหตุผล เฉพาะอย่างยิ่ง คือ ขาดการศึกษา และทำความเข้าใจด้วยตนเอง...ผู้เขียนเพียงต้องการเชิญชวนมาศึกษาพิสูจน์โดยปราศจากอคติ, ส่วนจะถูกหรือผิดอย่างไร ก็ขึ้นอยู่กับวิจารณญาณของแต่ละท่าน, ความเห็นของผู้เขียนในทุกบทความเป็นความเข้าใจโดยสุจริต ซึ่งอาจจะไม่ถูกทั้งหมด แต่ก็หวังเพียงแค่จะจุดประกายให้ผู้อ่านได้หาข้อพิสูจน์ด้วยตนเองต่อไป

วันพฤหัสบดีที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2560

4.0 พระ ... ชะตาไข่



ไข่ ตกถูกหิน ไข่ก็แตก
หิน หล่นใส่ไข่ ไข่ก็แตก
เป็นพระยุค 4.0 นี้  ไม่ง่ายนะครับ

สมัยพุทธกาล
ผู้ที่เข้ามาบวชในพระศาสนา แน่นอนว่ามีทุกชนชั้นวรรณะ ... 
และที่โดดเด่นคือ ผู้บวช ที่เป็นพระราชา ราชบุตร ราชธิดา กุลบุตร กุลธิดา ... 
ที่มาจากตระกูลสูง ก็แปลว่า เป็นผู้ที่พร้อมด้วย
จริยาวัตร และปัญญา ที่ถูกฝึกมาดีแล้ว ... ประการหนึ่ง

ความเป็นอยู่ และการบำเพ็ญสมณะธรรมของหมู่สงฆ์  
ทั้งการปฏิบัติธรรม และการเผยแผ่ธรรมแก่ประชาชน 
ก็ได้รับการสนับสนุนจากผู้มีฐานะมีกำลัง จากชนชั้นนำในสังคม 
เรียกว่า นำทั้งเศรษฐกิจ และจิตใจ  
ฉะนั้น กิจสำคัญ 2 ประการ คือ ฝึกสมาธิเพื่อให้เข้าถึงธรรม 
และ การทำประโยชน์สงเคราะห์ต่อประชาชนทั่วไป ... 
ก็เป็นไปด้วยความก้าวหน้า รุ่งเรือง

ภาพลักษณ์ของพระพุทธศาสนา ... 
จึงโดดเด่นและสง่างาม  ด้วยความสะอาด สงบ มีระเบียบ มีวินัย 
เป็นที่ตั้งแห่งศรัทธาเคารพเลื่อมใส ต่อทั้งผู้ที่มีศรัทธาอยู่แล้ว และผู้ที่มาใหม่

พุทธบริษัท 4 มีความเป็นหนึ่งเดียวกัน  
มีศรัทธามั่นคงไม่คลอนแคลน  
และมีความจริงใจในการสนับสนุนการประพฤติธรรม และ การประกาศธรรม 
ของพระภิกษุสงฆ์ อย่างดีเยี่ยม

ณ จุดนี้  4.0 
การเปลี่ยนแปลง เป็นเรื่องธรรมดา เป็นที่เข้าใจกันดี  

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกับพระศาสนา กับพระภิกษุสงฆ์ ณ ปัจจุบัน นั้น  นับว่าน่าสลดใจอยู่ไม่น้อย

วัด ... ควรเป็นพุทธสถาน อันสะอาด สงบ ศักดิ์สิทธิ์ ใครไปใครมา ร่มรื่นเย็นใจ ...
แต่หลายวัดทุกวันนี้  คน นอกจากจะไม่เข้าไปช่วยดูแลรักษา 
ตรงกันข้าม นางควักมือขาด กุมารทองหัวขาด ศาลพระภูมิพัง  หมาแมวพิการ ... ฯลฯ  
ก็เอาไปทิ้งวัด ... 
วัด ชื่อว่า สถานที่ประดิษฐานพระรัตนตรัยอันเป็นที่พึ่งที่ระลึกสูงสุด ... 
แต่ คน  นี้แหล่ะครับที่เข้าไปทำให้วัดกลายเป็นที่ทิ้งขยะไปได้ 

ถามว่า พระ ท่านเตือนไหม บอกไหม  ก็คงจะกล้าบอกบ้าง ไม่กล้าบอกบ้างละครับ 
เพราะอะไร ? ก็เพราะถ้าไปพูดอะไรขัดหูโยม ... 
เป็นอันไม่มีบิณฑบาตฉัน ไม่มีกฐิน ผ้าป่าฯ ... จบกัน!

คราวนี้  พระ ที่เข้ามาบวช ...  ที่ดีๆ มีไหม มี ... ทำดีไว้ในพระพุทธศาสนาก็มาก ... 
แต่ไม่เคยพูดถึงท่าน ท่านก็ไม่ได้ว่าอะไร  ก็อยู่ในความสงบก็ท่านไป

แต่มันก็มีอีกพวกหนึ่งครับ ... คือ พวกที่ พ่อ แม่ สอนไม่ได้ ... ก็ตัดหางเอามาปล่อยวัด 
คนเสียๆ ก็เอาให้วัดอีกหล่ะครับ ... ถ้าพระอุปัชฌาย์ปฏิเสธ ก็ดราม่ากันอย่างที่เห็นเมื่อเร็วๆนี้
พ่อแม่ทำลูกเสียนิสัยไปเท่าไหร่  แล้วก็มาคาดคั้นว่า ... หลวงพ่อ หลวงปู่ จะช่วยแก้ไขให้ได้ ...  
การจะเปลี่ยนนิสัยสันดาน ไม่ใช่ว่า แค่โกนผม ห่มผ้าเหลืองแล้วนิสัยดีจะเกิดปุ๊บปั๊บ  ... 
มันต้องฝึกใจ ฝืนใจ ขัดใจ ตัวเอง ต้องใช้เวลา ต้องใจกำลังใจ ใช้น้ำอดน้ำทน ... 
แล้วถ้า ไม่ฝึก ไม่อดทน ไม่แก้ไขตัวเอง แต่ก็อยู่ในร่มผ้าเหลือง...แล้วเป็นไง ... 
ก็เป็นกลายเป็น...คนที่เข้ามาก่อเรื่องสร้างมลทินให้กับพระศาสนา 
กระทบกระเทือนศรัทธาผู้คน ... พระศาสนาก็มัวหมอง ... 
แล้ว คน ทุกวันนี้ก็หูเบา ใจร้อนกันจังครับ  ไม่สืบสาวราวเรื่อง ... 
แค่ได้ยินว่า พระอย่างนั้น อย่างนี้  เหตุผล กว้าง ลึก ยาว ไกล ไม่มอง ...
ขอด่าไว้ก่อน บ้างก็เหมารวม เลิกใส่บาตร ทำบุญไปซะเฉย ! …

ภาพรวมเลยเสียหายแบบเหมาหมู่ ...
พระดีๆ ที่ตั้งใจ อุทิศชีวิตเป็นอายุพระศาสนา เลยจะพลอยอดตายไปซะงั้น!


พูดมาก เดี๋ยวจะหาว่าผมแก่ ... เอาแค่นี้นะครับ
พอสังเขป... ให้มองเห็นสภาพความเปลี่ยนแปลง ...

เพื่อจะขอให้ทุกท่านโปรดรู้เท่าทันสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในยุคนี้
ให้ถูกต้องตามความเป็นจริง อย่าพึ่งด่วนสรุป อย่าพึ่งเหมา
ขอให้แยกแยะ และช่วยกันดูแล แก้ไข ไม่ใช่ช่วยกันรังแก ไล่บัญชีเอากับพระดีๆ
ที่ท่านเองก็ยังฝึก ยังศึกษา อยู่ในระหว่างเดินทางไปพระนิพพาน ... 
ซึ่งมันยังไม่ถึง  
ขนบ ธรรมเนียม วัฒนธรรม วินัยของหมู่สงฆ์ นั้นมีอยู่ และละเอียดอ่อน
เราไม่รู้ลึกซึ้ง ก็อย่าพึ่งไปตัดรอนพิพากษาท่าน ...
ค่อยๆ ไตร่ตรอง ค่อยพูดค่อยจา แล้วหาทางรักษาพระพุทธศาสนา
ให้เป็นมรดกภูมิปัญญาธรรม 
ไว้เป็นที่พึ่งเป็นแสงสว่างให้กับชีวิตลูกหลานกันดีกว่าครับ



ชาวศิวิไลซ์
31 สิงหาคม 2560



วันพุธที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2560

สังคมกับความยุติธรรม



“…กฎหมายมิใช่ตัวความยุติธรรม
หากเป็นแต่เพียงบทบัญญัติหรือปัจจัยที่ตราไว้เพื่อรักษาความยุติธรรม
ผู้ใดก็ตามแม้ไม่รู้กฎหมาย แต่ถ้าประพฤติปฏิบัติด้วยความสุจริตแล้ว
ควรจะได้รับความคุ้มครองจากกฎหมายอย่างเต็มที่
ตรงกันข้ามคนที่รู้กฎหมายแต่ใช้กฎหมายไปในทางทุจริตควรต้องถือว่าทุจริต…”
..............................

มนุษย์เราหากไม่ใช่อริยบุคคล… ความรู้สึก รัก โลภ โกรธ หลง (เหตุแห่งทุกข์)
ก็ยังมีในจิตใจ ไม่มากก็น้อย

ตราบใดเรายังเป็น “อันธปุถุชน” คือปุถุชนที่มืดบอดต่อธรรมมาก
จิตใจหยาบกระด้าง เป็นผู้ยากแก่การรู้ธรรม หรือ
“กัลยาณปุถุชน” คือปุถุชนที่แม้จะยังมีกิเลสหนาแน่นอยู่
แต่จิตใจก็มีความประณีต เบาสบายกว่าอันธปุถุชน จึงเข้าถึงธรรมได้ง่ายกว่า

เรื่อง “สองมาตรฐาน” “ความลำเอียง” “การเลือกที่รักมักที่ชัง”
หรือ “ความไม่เป็นธรรม” จึงเหมือนเป็นเรื่องไม่ปกติที่ปกติในสังคมมนุษย์

ในสังคมที่มากด้วยมนุษย์นานาจิตตัง
ความขัดแย้งย่อมมีปรากฏให้เห็นเสมอ ต่างคนต่างมีเหตุผลไปคนละอย่าง.

เราจึงเริ่มพัฒนาจาก “กฎหมู่” มาสู่ “กฎเกณท์” และเป็น “กฎหมาย”
ที่สังคมตั้งขึ้นเพื่อใช้บังคับกับบุคคลในสังคมแต่ละยุคแต่ละสมัยแต่ละประเทศ
ซึ่งไม่เหมือนกัน

ในสมัยพุทธกาลก็เช่นกันในระยะแรกๆ ของการประกาศพระศาสนา
พระพุทธองค์ไม่ได้บัญญัติพระวินัยเลยแม้แต่ข้อเดียว
เพราะในระยะเริ่มแรกผู้ที่มาบวชในพระพุทธศาสนาล้วนเป็นพระอริยบุคคลทั้งนั้น
ตั้งแต่พระโสดาบันขึ้นไปจนถึงพระอรหันต์

พระสารีบุตรคำนึงถึงความตั้งมั่นแห่งพรหมจรรย์
กราบทูลถามถึงเหตุที่ทำให้พรหมจรรย์ตั้งมั่นและไม่ตั้งมั่น
พระพุทธเจ้าทรงชี้ไปที่การบัญญัติสิกขาบท การสวดปาฏิโมกข์ทุกกึ่งเดือน
ว่าเป็นเหตุให้พรหมจรรย์ตั้งมั่น การไม่ทำเช่นนั้นทำให้พรหมจรรย์อันตรธาน
พระสารีบุตรจึงกราบทูลขอให้บัญญัติสิกขาบท พระพุทธเจ้าทรงตรัสว่ายังไม่ถึงเวลา
คือ พระสงฆ์ยังไม่มาก ลาภสักการะยังไม่มาก ธรรมเป็นที่ตั้งแห่งอาสวะกิเลสดองสันดาน
ยังไม่ปรากฏในสงฆ์ ก็ยังไม่ต้องบัญญัติสิกขาบท
ทั้งขณะนั้นภิกษุสงฆ์ที่ติดตามพระพุทธเจ้าก็ล้วนเป็นพระอริยบุคคล อย่างต่ำก็เป็นพระโสดาบัน

ต่อมาหลังจากที่พระพุทธศาสนาเริ่มแผ่กว้างออกไป
เริ่มมีผู้มีจิตศรัทธาขอเข้ามาบวชในศาสนามากขึ้น
ประชาชนคนทั่วไปหลังจากได้ยินได้ฟังธรรมของพระพุทธเจ้าแล้ว
ก็เกิดศรัทธาอยากจะออกบวช ก็เลยขอพระพุทธเจ้าบวช
พระพุทธเจ้าก็ทรงบวชให้ เมื่อบวชแล้วก็ประพฤติปฏิบัติกันไป
บางรูปก็ไม่รู้ว่าอะไรควร อะไรไม่ควร จึงมีการประพฤติพรหมจรรย์ถูกบ้างผิดบ้าง
จึงเป็นเหตุให้พระพุทธองค์ทรงต้องบัญญัติพระวินัยขึ้นมาเพื่อให้พระสงฆ์ประพฤติปฏิบัติตาม

ในตลาดทุน ก.ล.ต. คือ เจ้าหน้าที่รัฐ คือ ผู้คุมกฎ คือ
ผู้ริเริ่มในการแก้ไข เปลี่ยนแปลงข้อบังคับต่างๆ
มีความรับผิดชอบในการปฏิบัติหน้าที่เพื่อให้บริการแก่ประชาชนโดยไม่หวังผลตอบแทน
นอกจากเงินเดือนที่รัฐจ่ายเป็นค่าตอบแทน
และสวัสดิการที่รัฐจัดให้เพื่อการดำรงชีพตามสมควรแห่งฐานะ
ด้วยความเที่ยงตรงและเป็นธรรม!

หลายครั้งที่ ก.ล.ต.ถูกนักลงทุนบ่นว่าทำงานช้าบ้าง
ไม่แก้ไขปัญหาทันเวลาบ้าง นี้เป็นเพราะมันไม่ถูกใจผู้มีส่วนได้เสียกลุ่มนั้นๆ
หากเราให้ความเป็นธรรมกับเจ้าหน้าที่รัฐ (ก.ล.ต.)
ให้เขาทำตามขั้นตอนอย่างเป็นธรรมและเท่าเทียม
แม้จะไม่ทันใจแต่ก็ดีกว่าบังคับให้เขามอบความอยุติธรรมให้ผู้อื่น

ความยุติธรรม เป็นแนวคิดเกี่ยวกับความถูกต้องตามศีลธรรมบนพื้นฐานของจริยธรรม
ความสมเหตุสมผล กฎหมาย ความเที่ยงธรรม (equity) และความเป็นธรรม (fairness)

ประชาชนทั้งหลายมีสิทธิที่จะได้รับความคุ้มครองอย่างเท่าเทียมกันตามกฎหมาย
โดยปราศจาก “การเลือกปฏิบัติ”

ผมขออนุญาตอัญเชิญความตอนหนึ่งในพระบรมราโชวาท
ในพิธีพระราชทานประกาศนียบัตรของสำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา
ณ อาคารใหม่ สวนอัมพร วันที่ 29 ตุลาคม 2522 ว่า

“…กฎหมายมิใช่ตัวความยุติธรรม
หากเป็นแต่เพียงบทบัญญัติหรือปัจจัยที่ตราไว้เพื่อรักษาความยุติธรรม
ผู้ใดก็ตามแม้ไม่รู้กฎหมาย แต่ถ้าประพฤติปฏิบัติด้วยความสุจริตแล้ว
ควรจะได้รับความคุ้มครองจากกฎหมายอย่างเต็มที่
ตรงกันข้ามคนที่รู้กฎหมายแต่ใช้กฎหมายไปในทางทุจริตควรต้องถือว่าทุจริต…”


ขอบคุณข้อมูล 

คอลัมน์ : พอเพียงอย่างพอใจ / หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ/ ฉบับ 3290 ระหว่างวันที่ 24-26 ส.ค.2560

วันเสาร์ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

จุดจบ! การทำลายพระพุทธศาสนาในประวัติศาสตร์จีน (เพื่อเป็นอุทาหรณ์โดยสังเขป)


เหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นกับพระพุทธศาสนาในไทย ณ ปัจจุบัน
ดูจะใกล้เคียงกับประวัติศาสตร์จีน 
ที่ฝ่ายปกครองมีความพยายามจะสำรวจทรัพย์สินของวัดเพื่อจะริบทรัพย์มาเข้าท้องพระคลัง  

เพียงแต่ยุคนี้การกระทำมิใช่เป็นจักรพรรดิและไม่ใช่เข้าท้องพระคลัง
แต่ไม่ทราบว่าเข้าท้องใคร?

ในเมื่อคนที่จะสำรวจตรวจสอบ ก็คือ ฆราวาส(จนท.) 
ที่กระทำไม่ชอบต่อหลักการและเหตุผลอันเป็นธรรม เสียเอง ?!

ว่ากันตามความจริง
แทนที่จะไปตรวจสอบการกระทำของฆราวาสเหล่านั้น
(ที่ใช้วัดเป็นเครื่องมือ)

กลับเอามาเป็นเหตุ นำไปสู่การผลักดันให้ออกกฎหมาย
เพื่อมาตรวจสอบทรัพย์สินบัญชีวัด/ควบคุมวัด!
ซึ่งสถานะการณ์ดังกล่าว  วัด ตกอยู่ในฐานะ “ผู้เสียหาย” ด้วยซ้ำ
!  
แล้วยังจะถูกตรวจสอบควบคุมเข้าไปอีก เรียกว่า เสียหายซ้ำซ้อน !
แบบนี้ฆราวาสกระทำต่อพระ มากเกินไปไหม ?


ในเมื่อการจัดการโดยฆราวาส แล้วเกิดความเสียหาย

ทำไมไม่ให้ พระ ปกครองตรวจสอบ พระ ด้วยกันเอง 
และจริงๆ ระบบการตรวจสอบการเงินวัดของการคณะสงฆ์ก็มีอยู่แล้ว 
  
ก็ให้ การคณะสงฆ์ เข้ามาช่วยจัดสรรงบฯ “เงินอุดหนุนวัด” จะดีกว่าไหม ?  
สำนักพุทธฯ มอบ “เงินอุดหนุน” ทั้งหมดมาให้ การคณะสงฆ์ แล้วให้ คณะสงฆ์
พิจารณามอบให้แต่ละวัดตามเห็นสมควร ต่อไป แบบนี้ ดีไหม ?

มหาเถรสมาคม  ซึ่งเป็นองค์กรสูงสุดในการปกครองสังฆมณฑลทั่วประเทศ
ก็มีอยู่  จะทำสิ่งใด  ฆราวาส ควรเข้าไปปรึกษาหารือกับคณะมหาเถระผู้ปกครองสงฆ์  
นั้นเป็นสิ่งที่ควรทำ และเป็นบรรทัดฐานแบบอย่างที่ดีให้แก่สังคม และคนรุ่นหลัง ได้ดีกว่า 
ความประพฤติที่ถือวิสาสะไร้สัมมาคารวะ 
ไร้การให้เกียรติต่อ มหาเถระพระผู้ใหญ่ ซึ่งสูงด้วยทั้งวัยวุฒิ และคุณวุฒิ 

การกระทำต่อพระพุทธศาสนาในเมืองไทย ตามที่ปรากฎในระยะ 2-3 ปี มานี้   
นับว่าอยู่ในภาวะที่น่าเป็นห่วงไม่น้อย

ลองศึกษจุดจบของการทำลายล้างพระพุทธศาสนาในประวัติศาสตร์จีน  
เพื่อให้เราเห็นภาพพอสังเขป และเป็นอุทาหรณ์กันครับว่า เกิดอะไรขึ้น ...  

การทำลายล้างพระพุทธศาสนาในประวัติศาสตร์จีน


ราชวงศ์เหนือใต้
420-588 C.E.
จ.ไท่อู่ตี้  สึกพระทั่วอาณาจักร
จ.อู่ซ่วนตี้  สึกพระ ๓ล้านรูป
ราชวงศ์สุย
589-618 C.E.
ราชวงศ์ถัง
618-907 C.E.
จ.ถังเกาจู่ เต่าโจมตีพุทธ
จ.ถังเสวียนจง  คุมกำเนิดสงฆ์ ขายบัตรบวช
จ.อู่จง  หลอมทองวัดเข้าคลัง
จ.โจวซื่อจง  ทำลายวัด 3336
ราชวงศ์ซ่ง
(960-1234C.E.)
ราชวงศ์หยวน
(1279-1368C.E.)
ราชวงศ์หมิง
(1368-1644C.E.)
จ.หย่งเล่อ ขงจื้อเต๋า
จ.เจียจิ้ง ปลื้มเต๋า สึกพระ
ราชวงศ์ชิง
(1644-191 C.E.)
กบฏมุสลิม

จากประวัติศาสตร์จีน ได้มีการพยายามทำลายล้างพระพุทธศาสนาหลายครั้งหลายครา  ในบางครั้งแค่สร้างกระแส  ในบางครั้งทำให้การบวชเป็นไปได้ยาก  แต่สำหรับครั้งที่หนักหนานั้น  และเป็นที่กล่าวขาญกันคือ การทำลายล้างพระศาสนาของจักรพรรดิ ทั้ง 4 พระองค์  ต่อไปนี้ 

            โดยจะเห็นว่าจุดจบของแต่ละพระองค์ ก็มิได้ทำให้อายุยืนหมื่นปี! แต่กลับทำให้ราชวงศ์ของพระองค์ อยู่ได้ไม่ถึง 7 ปี หลังจากที่มีการกระทำอันโหดร้ายเหล่านั้น   ไม่ว่าจักรพรรดิจะยิ่งใหญ่
แค่ไหน  แต่การใช้อำนาจเพื่อทำลาย จุดจบที่ได้รับย่อมเป็นไปภายใต้กฎแห่งกรรม ทั้งสิ้น

จักรรพรรดิ ไท่อู่ตี้ (ราชวงศ์เหนือใต้)

ครองราชย์มาระยะหนึ่ง ด้วยว่าได้รับคำแนะนำจากที่ปรึกษาที่เป็นลัทธิเต๋า ว่าเศรษฐกิจตกต่ำในตอนนี้  เพราะมีคนบวชเป็นจำนวนมาก  จึงไม่มีแรงงาน และทหาร และอ้างว่าพระดื่มสุรา ทำตัวไม่เหมาะสม  ทำให้มีกฏหมายทำลายวัดพุทธและจับสึกพระ  โดยใครไม่ลาสิกขา ก็จะประหาร  ตั้งแต่ ปี พ.ศ. 989 (ค.ศ. 446 ) พระจึงหนีเข้าป่า  ในอาณาจักรจึงไม่มีพระเหลืออยู่เลยการปฏิบัติการการทำลายสงฆ์  
ดำเนินไปไม่ถึง 7 ปี ในปี พ.ศ. 995 (ค.ศ. 452) จักรพรรดิไท่อู่ตี้ก็ถูกฆาตรกรรม

จักรพรรดิ อู่ซ่วนตี้  ( เป่ยโจว ในราชวงศ์เหนือใต้ )

จักรพรรดิมีความศรัทธาในลัทธิขงจื้ออย่างคลั่งไคล้ เงินในท้องพระคลังก็เหลือน้อย  ในปี พ.ศ. 1117 (ค.ศ. 574) ได้รับคำแนะนำให้ทำลายวัด ทำลายพระพุทธรูป เพื่อหลอมละลายนำทองคำและทองแดงที่ได้มาทำเหรียญกษาปณ์  ได้จับสึกพระ 3.000.000 รูป ยึดวัด 40.000 วัด  แม้พระจำนวน 500 มาชุมนุมหน้าราชวังอย่างสงบ ก็ไม่มีผล  จักรพรรดิ ครองราชย์ ไม่ถึง 7 ปี ก็สวรรคต

จักรพรรดิอู่จง (ราชวงศ์ถัง)

จักรพรรดิหลงไหลในหยางกุ้ยเฟยมาก และเลื่อมใสลัทธิเต๋า  ซึ่งในตอนนี้ประชากรจีนมีราว 16 ล้านคน  ได้รับคำแนะนำว่าลัทธิเต๋าเป็นศาสนาประจำชาติ ควรจะทำลายศาสนาอื่นให้หมดสิ้น  วัดพุทธ 46.000 วัด พระ 260,000 รูป ถูกทำลายและจับสึก คัมภีร์ถูกเผาทิ้ง พระพุทธรูปถูกหลอม  มาเป็นเงินอีแปะ ทรัพย์สินของวัดถูกริบเข้าคลัง  จักรพรรดิองค์นี้มีอายุเพียง 32 พรรษา ครองราชย์ ได้แค่ 6 ปี ก็สิ้นพระชนม์ พ.ศ. 1383-1389 (ค.ศ. 840-846)

จักรพรรดิโจวซื่อจง (ยุค 5 ราชวงศ์)

จักรพรรดิมีความนับถือในลัทธิเต๋ามาก  ได้ถูกยุยงอีกเช่นกันให้ทำลายพระพุทธศาสนา  มีนโยบายว่าห้ามสร้างวัดโดยพลกาล  ทองแดงและทองสำริดต้องเวนคืนกลับเข้าท้องพระคลัง  ใครครอบครองมี
โทษหนัก  พระพุทธรูปจึงถูกยึดไปหมด  เพื่อนำไปทำเหรียญ  ปรากฏว่าที่เมืองเฉินโจว มีพระพุทธรูป
ที่ชื่อต้าเป่ย ซึ่งแข็งแรง และเพราะความศักดิ์สิทธ์ ไม่มีใครกล้าทำลาย พระองค์ไปด้วยตนเองเอาขวานทุมที่พระพักตร์และหน้าอกขององค์พระ  ประชาชนตกใจมาก ไม่นานจักรพรรดิสวรรคตด้วยโรคมะเร็งที่หน้าอก  ทำให้ครองราชย์ได้เพียงแค่ 5 ปี ในระหว่างปี พ.ศ.1497-1502 954-959


Cr. นักวิชาการอิสระ...พระพุทธศาสนาในประเทศจีน

ขอบคุณข้อมูลจาก 
หนังสือพระพุทธศาสนาในจีน ของพระมหาดาวสยาม  วชิรปัญโญ 




วันพฤหัสบดีที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2560

เงินอุดหนุนวัดจากสำนักงานพระพุทธศาสนา กรณี “เงินทอน” ในสายตาชาวบ้าน


ไม่ใช่การซื้อ-ขาย  แต่ทำไมมีรายการ  “เงินทอน”
สงสัยเด็กวัดหัวหมอจะล้วงย่ามสมภาร หรือเปล่างานนี้ ?

“เงินอุดหนุนวัด”    
... คือ เงินที่ พศ. ให้มาเพื่อให้วัดนำไปทำประโยชน์ (และควรเต็มจำนวนที่ให้มา)
เส้นทางการเงินมาง่ายๆ ...
เงินมาจาก  สำนักงานพระพุทธศาสนา ( พศ.)  >> มอบให้แก่วัด
แล้วก็เป็นเงิน...ที่วัดมีสิทธิโดยชอบธรรมในการนำไปใช้ตามวัตถุประสงค์ใดๆ
ในกิจกรรมของวัด  ... ต่อไป
( และมีการทำบัญชีหลักฐานการใช้จ่าย ก็ว่าไป ... )
จบ !

แต่มันมา งง ตรงที่เกิดมี  “เงินทอน” จาก “เงินอุดหนุน”  นี้ละครับ
ก็ในเมื่อมันคือ “การให้” เพื่อ “อุดหนุน”
ให้มา “เท่าไหร่” วัดก็ต้อง “ได้รับและได้ใช้เท่านั้น”  ... ตรงไปตรงมา ก็เข้าใจกันได้อย่างนี้
เช่น ให้มา  10  ล้านบาท เพื่อบูรณะโบสถ์...ฯลฯ วัดที่ได้รับเงิน ก็ต้องได้ใช้เต็ม 10 ล้าน !
จบ !

แต่ด้วย หลักการ และ เหตุผล อะไร ? ... เงินที่ให้จึงมี “เงินส่วนที่ขอคืน” 
ด้วยภาษาเรียกที่ไร้เหตุผลว่า  “เงินทอน” !
...
งง !!!  ซื้ออะไร ? ทำไมต้องทอน ?
โดยแจ้งเงื่อนไขว่า ... จะนำเอา “เงินทอน” จำนวนนี้ไปช่วยเหลือวัดที่ยากจนอื่นๆ !






ขอยก กรณีวัดพนัญเชิง  มาตั้งข้อสงสัย  ตามประสาชาวบ้าน อย่างนี้นะครับ

      1. “เงินอุดหนุน” นั้น
วัดไปขอ พศ.?  หรือ 
พศ.โดย จนท. เสนอมาที่วัด ?
( แล้ว เจ้าอาวาสก็ อ่ะ, เสนอให้มา เป็นงบ โดยถูกต้องตามระเบียบ ก็ดี ก็รับ )

2     2.
2.1  ก็ทำการมอบเงินให้วัดเต็ม 100 % ตามเอกสารงบประมาณ
ขั้นตอนต่อมา ...
2.2  ก็มาแจ้ง “เงือนไข” กับทางวัดเพื่อขอเงินจำนวนหนึ่งคืน(ซึ่งมาก)
โดยให้เหตุผลว่า “จะนำไปช่วยเหลือวัดยากจนอื่นๆ” ...
แล้วเรียก “เงินขอคืน” จำนวนนั้นว่า “เงินทอน”  ซึ่งชาวบ้านงง !

3    3.  การที่ จนท. มาเรียกเงินคืนจากวัด แบบนี้ ถ้าจะว่ากันให้จริงตามลักษณะการกระทำ
ก็สมควรเรียกว่าเป็นการ  “หลอกลวงเอาทรัพย์จากวัด” 
น่าจะตรงกว่า ใช่หรือไม่ ?  

4    4. จากข้ออ้างของ จนท. ... ถ้าจะช่วยเหลือวัดยากจนอื่นๆ
ก็ทำไมไม่จัดสรรงบเงินอุดหนุน ไปมอบให้กับวัดอื่นๆ เหล่านั้น โดยตรงเลย ?
ทำไมต้องจัดมามอบ(ผ่าน)ให้กับวัดหนึ่ง แล้วก็มาเรียกคืน เพื่อจะเอาไปให้กับวัดอื่นๆ ?
การทำงานดูวกวนยอกย้อน ไปไหมครับ !

คราวนี้มาดูฝั่ง เจ้าอาวาสวัด ครับว่า... ทำไมท่านจึงมอบเงินคืนให้ตามที่ จนท. ขอคืน
อย่างง่ายดาย ?

1.       ขึ้นชื่อว่า “พระ” วิถีของท่าน บ้างก็บวชตั้งแต่สามเณร  บ้างก็บวชพระแต่ 20 ปี
บวชแล้วก็อยู่กับ พระธรรมวินัย ความที่จะขวนขวายทางโลกไม่มี ... ดำรงชีพอยู่ด้วย
สัมมาอาชีวะบิณฑบาตร ถือความซื่อตรง ถือสัจจะ ความเป็นธรรม เป็นสำคัญ  ...
อย่างนี้ จะรู้เท่าทันเล่ห์เหลี่ยมโลก ไหมครับ ?

2.      แล้วคนที่เข้ามาหา นั้นใคร ? เป็นถึง  เจ้าหน้าที่ระดับสูง ที่มาจาก สำนักงานฯระดับชาติ ! ความเชื่อถือมันน้อยซะที่ไหน ?
บวกกับ ... ก็คงจะมีความนับถือคุ้นเคย กันประการหนึ่ง
และก็เพราะ “ความคุ้นเคย”  อย่าว่าแต่พระเลยครับ  อย่างเราท่าน ที่ว่าเชี่ยวโลก
ยังโดนหลอกเสียหายมาเท่าไหร่ เพราะ ไว้ใจคนคุ้นเคย !

3.      ก็ด้วยความเป็น “พระ”  บวชแล้วไม่ใช่ว่าจะฉันอาหารที่
      ญาติโยมถวายมาแล้วอ่านพระไตรปิฎก นั่งหลับตาแสวงหาทางพ้นทุกข์ ไปแต่ผู้เดียว, ...
 ประโยชน์ตนก็ต้องทำ,  ประโยชน์ส่วนรวม ก็ต้องทำ ... ก็เพราะต้องทำประโยชน์ให้กับสังคมด้วย (ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ทรงตรัสสั่งไว้) ... หลวงปู่ หลวงพ่อ จึงได้ชื่อว่า สมภาร ... คือ ผู้แบกภาระพระศาสนาของแต่ละวัดเอาไว้ ... ก็เป็นเหตุให้ต้องหาทรัพย์มา สร้างโบสถ์ กุฏิ  ศาลา พระเจดีย์... ฯลฯ ก็เพื่อให้ญาติโยมที่มาแสวงบุญได้อยู่ได้ใช้สะดวก ... ว่ามายาว ก็อยากให้เห็นภาพชัดๆ ครับ ... เพราะหลายคนก็นึกไม่ออกจริงๆ ว่า พระจะรับเงินไปทำไมมากมาย ... ท่านรับมาเพื่อใช้ให้เกิดประโยชน์ส่วนรวมดังกล่าวละครับ ...

เข้าเรื่องครับ ... ด้วยเหตุดังกล่าว ... มันก็เลยมาถึงจุดนี้ไงครับว่า ... ก็เมื่อมีลูกศิษย์ลูกหาเจ้าหน้าที่สำนักงานระดับสูง มาเสนอ แล้วทำไมท่านจะไม่รับ ? ... แล้วก็เป็นคนถึงระดับนั้น  หลวงพ่อเจ้าอาวาส ท่านจะไประแวงสงสัยไหม ?  ท่านจะคิดไปถึงไหมครับว่า ... จะทำกันได้ลงถึงเพียงนั้น ?


คราวนี้  ขอสงสัย คำเรียกทำไมต้องเป็น  “เงินทอน”
เป็นไปได้ไหมว่านี้คือ เจตนา ... เพื่อโยนความผิด หรือลากเอา เจ้าอาวาส/พระ/วัด
ให้กลายเป็นผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ในกระบวนการดังกล่าว ?
หรือ เจตนา ให้ เจ้าอาวาส วัด มาเป็นแพะ รับผิดแทน ?!
ทั้งๆ ที่ วัด/พระ/เจ้าอาวาส ... ไม่รู้เรื่องอะไรเลย !

แบบนี้, ... วัด / เจ้าอาวาส คือ ผู้ถูกหลอก  คือ ผู้เสียหาย
คือ ผู้ถูกนำชื่อมาใช้อ้างในการแสวงหาประโยชน์อันไม่ชอบของคนบางคน
ใช่หรือไม่ ?
!


เรื่องนี้  ถ้าจะตรวจสอบกันจริงๆ  ก็ไม่ซับซ้อน นะครับ

1.      ไปดูที่จุดเริ่มต้นของเงินว่า  วัดขอไป ?  หรือ พศ. เสนอจัดให้มา ?
คำตอบข้อนี้ก็มากพอที่จะเป็นตัวชี้วัดความจริงของ “เจตนา” แล้วนะครับ  
2.      ไปตรวจที่ปลายทาง ตามที่ จนท. อ้างเงือนไขว่า จะนำเงินไปช่วยเหลือวัดอื่นๆ
วัดอื่นๆ นั้น วัดอะไรบ้าง ? ได้รับเงินช่วยเหลือจาก จนท.
ที่ว่า จริงหรือไหม ? เท่าไหร่ ? อย่างไร ? ...
             ถ้าการตรวจสอบไปเป็นอย่างซื่อตรงโปรงใส ...
            เรื่องก็ไม่ได้ซับซ้อน เกินกว่าจะหาความจริงได้,   

            “พระ” 
            ท่านมุ่งทำประโยชน์ตน คือ แสวงหาหนทางแห่งสันติ
            และมุ่งทำประโยชน์ส่วนรวม คือ เป็นกัลยาณมิตรเกื้อกูลชาวโลกชาวบ้านชาวเรา 
ให้เดินถูกทางไปกับท่านด้วย

            คุณประโยชน์ที่ท่านทำนั้นมีคุณูปการมหาศาลแค่ไหน  
ทำไมเราท่านไม่คิดถึงบ้าง ?!

            แต่...ฆราวาสว้าวุ่น ก็หาเรื่องมาทำเลอะเทอะเปรอะเปื้อนกับท่าน
โดยปราศจากความละอายเกรงกลัวต่อบาป อยู่ไม่เว้น !  
            ความเสียหาย ที่เกิดขึ้นมันไม่ใช่น้อยๆ นะครับ!  ขอให้คิดให้ครบทุกด้าน!  
            เรื่องของวัด เรื่องของพระรัตนตรัย ขอให้ปฏิบัติด้วยความรอบคอบระมัดระวัง

            อย่าให้ซ้ำรอย คดีรถโบราณ ... เสียหายไปเท่าไหร่ ?
            แล้ววันนี้ มีใคร หรือ ฝ่ายไหน หน่วยงานใด 
            ออกมารับผิดชอบแก้ไขสิ่งที่ล่วงเกินที่กระทำลงไปบ้าง ?


ชาวศิวิไลซ์
29  มิถุนายน พ.ศ. 2560
---------------------------------


ข้อมูลเกี่ยวข้อง

แฉหลอก'เจ้าคุณ'วัดพนัญเชิงฯ โกยเงินทอนวัด13ล้าน จากงบ20ล้าน
เปิดชื่อ 12 วัด!! เข้าข่ายทุจริตงบอุดหนุนวัด